วันศุกร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2558

แนะนำหนังสือ


แนะนำหนังสือ

1. ผลไม้มหัศจรรย์อาหารธรรมชาติ


ประสานพร มณฑลธรรม. (2537). ผลไม้มหัศจรรย์อาหารธรรมชาติ. กรุงเทพฯ: มายิก.
          
          ผลไม้ถือเป็นอาหารมาแต่ยุคแรกๆ ของมนุษยชาติ ผลไม้ยังคงเป็นส่วนประกอบสำคัญของอาหารหลากหลายชนิด ปัจจุบันผลไม้ก็ถือเป็นอาหารเพื่อสุขภาพเป็นลำดับต้นๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหารคาว อาหารหวาน หรือน้ำผลไม้มากมายให้เราเลือกปรุง
          หนังสือ ผลไม้ มหัศจรรย์ธรรมชาติเล่มนี้ จะนำท่านผู้อ่านให้รู้จักกับผลไม้แต่ละชนิด คุณประโยชน์ในทางยาของผงไม้แต่ละชนิด รวมทั้งสารอาหาร วิตามิน และการนำผลไม้ไปปรุงอาหารหลายเมนู


2. เส้นทางสู่ดาวเงิน 1


นนทกร เตียวตระกูล. (2553). เส้นทางสู่ดาวเงิน 1 พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ: Than Book.

          โรงเรียนนายร้อยตำรวจเป็นสถาบันหนึ่งที่ติดอันดับยอดนิยมที่มีผู้ต้องการเข้ามาเรียนปีหนึ่งหลายหมื่นคน อาจจะเป็นเพราะเหตุผลหลายอย่าง เมื่อมีคนอยากจะเข้ามาศึกษาทำให้มีการแข่งขันสูง ผู้ที่มีความพร้อมทั้งร่างกายและสมองที่ดีที่สุดเท่านั้นจะเข้ามาศึกษาในสถาบันแห่งนี้ได้


3. การเพาะเห็ดถุง

ชัยวัฒน์ วงษ์แสงไพร. (2555). การเพาะเห็ดถุง. กรุงเทพฯ: เกษตรสยาม.

          การเพาะเห็ดในถุงพลาสติกในประเทศไทยมีมานานแล้วมีการพัฒนามาเป็นลำดับ ทั้งในด้านการผลิตหัวเชื้อและการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยในการเพาะเห็ดมากขึ้น ทำให้เพาะได้ง่าย กรรมวิธีการเพาะไม่ยุ่งยาก ต้นทุนการผลิตต่ำ แต่ให้ผลตอบแทนสูงและรวดเร็ว ใช้ระยะเวลาในการเพาะสั้น และสามารถเพาะได้ตลอดทั้งปี


4. มหัศจรรย์ต้นไม้ดุดสารพิษ


อภิชาติ เกรียงไกรวุฒิ. (2553). มหัศจรรย์ต้นไม้ดูดสารพิษ. กรุงเทพฯ: แฮปปี้บุ๊ค พับลิชชิ่ง.

          คุณผู้อ่านทุกท่านคงจะรู้สึกถึงการเผชิญกับ "มลภาวะ" ที่สกปรก ปนเปื้อนด้วยจุลินทรีย์เชื้อโรคอันตราย เจือปนด้วยสารเคมีหรือสารพิษ รวมถึงการกินอาหารที่มีมากเกินไปในบางประเภท และกินน้อยเกินไปในบางประเภท การกินอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ไม่สะอาดหรือไม่ปลอดภัยนัั้นจะทำให้ร่างกายเกิดความไม่สมดุล ถึงเวลาแล้วหรือยัง? ที่เราจะกลับมาใส่ใจ "ธรรมชาติ" โดยการแก้ไขปัญหาเหล่านั้นตาม "วิถีทางแห่งธรรมชาติ" โดยไม่ต้องลงทุนอะไรมาเลย


5. พัฒนาเด็กเล็กด้วยการอ่าน


กรองแก้ว ฉายสภาวะธรรม. (2537). พัฒนาเด็กเล็กด้วยการอ่าน. กรุงเทพฯ: ต้นธรรม.

          หนังสือที่ท่านผู้อ่านกำลังถืออยู่ในมือของท่านในขณะนี้ เป็นเพียงหนังสือธรรมดาๆ หาใช่หนังสือมหัศจรรย์แต่อย่างใด หากแต่มันจะไม่เป็นเพียงแค่หนังสือธรรมดาอีกต่อไป เมื่อท่านได้ซื้อไปและนำไปปฏิบัติใช้กับบุตรหลานที่ท่านรักและปรารถนาอยากจะให้พวกเขาได้กลายเป็นเด็กที่เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว


6. อัจฉริยะ ดนตรีเพื่อสุขภาพ


พิชัย ปรัชญานุสรณ์. (2552). อัจฉริยะ ดนตรีเพื่อสุขภาพ. กรุงเทพฯ: สุขภาพใจ.

          คู่มือสร้างอัจฉริยภาพให้กับลูกรัก ตั้งแต่ในครรภ์จนถึงวัยรุ่นด้วยดนตรี ลูกรักจะมีความสุข สดใส สมวัย กล้าแสดงออก มั่นใจในตัวเอง แต่ยังความอ่อนโยน เข้าใจผู้อื่น เข้ากับทุกคนได้ พร้อมกระบวนการสร้างสายสัมพันธ์อันอบอุ่นในครอบครัวด้วยความเข้าใจในเสียงดนตรีอย่างลึกซึ้ง ด้วยคำอธิบายง่ายๆ เข้าใจได้แม้ไม่ใช่นักดนตรี


7. เคล็ดลับมือใหม่ Series นมแม่


มีนะ สพสมัย. (2549). เคล็ดลับมือใหม่ Series นมแม่. กรุงเทพฯ: รักลูกแฟมิลี่กรุ๊ป.

          อยากบอกคุณแม่ทุกคนว่า การเลี้ยงลูกจริงๆ แล้วก็คือ กระบวนการเรียนรู้ซึ่งกันและกันระหว่างแม่และลูก การให้ลูกได้ดูดนมจากเต้า กระบวนการตั้งแต่แม่ประคองลูกไว้แนบกับอก ริมฝีปากของลูกสัมผัสกับหัวนมของแม่ ไปจนถึงการดูดและมีน้ำนมไหลออกมา สิ่งเหล่านี้เป็นกระบวนการเรียนรู้อย่างหนึ่งที่ลูกได้รับ


8. ลูกเป็ดขี้เหร่ไปทำงาน



Wette Norgaard. (2549). ลูกเป็ดขี้เหร่ไปทำงาน. กรุงเทพฯ: เนชั่นบุ๊ค.

          ลูกเป็ดขี้เหร่ไปทำงานเป็นนิทานสำหรับคนรุ่นใหม่ ในยุคที่ความคิดไร้ขีดจำกัด ทุกเรื่องที่ผู้เขียนคัดสรรมาล้วนแต่มีแง่คิดสะท้อนสภาพปัจจุบันของผู้คนได้เป็นอย่างดี อย่าปล่อยให้เป็นแค่นิทานอีกต่อไป เรามาตักตวงข้อคิดดีๆ เพื่อมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันของเรากันเถอะ


9. รู้จัก Kid รู้จิตเด็ก


จันทร์เพ็ญ ชูประภาวรรณ. (2551). รู้จัก Kid รู้จิตเด็ก. กรุงเทพฯ: ฐานบุ๊คส์.

          ช่วงเวลา 0-3 ปี สำคัยยิ่งนักต่อการวางรากฐานชีวิตของมนุษย์คนหนึ่ง เด็กจะยืนเป็น เดินเป็น พูดคำแรกได้ และเริ่มรู้จักโลกในวัยนี้เอง พ่อแม่ผู้ปกครองจึงไม่ควรนิ่งนอนใจที่จะรู้จัก Kid ในวัยนี้ให้กระจ่าง เพื่อวางรากฐานกาย ฐานใจ และฐานสติปัญญา ให้ลูกรักของคุณเจริญก้าวหน้าตามวัยได้อย่างมั่นคง


10. คำพ่อ คำแม่ สอนลูกให้เก่งและเป็นคนดี


พระธรรมกิตติวงศ์. (2553). คำพ่อ คำแม่ สอนลูกให้เก่งและเป็นคนดี. นนทบุรี: บี มีเดีย.

          ผู้ที่มอบหนังสือเล่มนี้ให้แด่ท่าน คือผู้ที่มีความเอาใจใส่และปรารถนาแต่สิ่งที่ดีที่สุด จึงได้มอบหนังสือเล่มนี้ ที่จะช่วยให้ท่านได้มีแนวทางในการสอนลูกให้เป็นคนเก่ง ฉลาด มีไหวพริบและมารยาทที่ดี เป็นคนดีที่มีศีลธรรมจริยธรรม เพียงเพื่อต้องการให้ท่านมีข้อคิดและแนวทางดีๆ จากคำสอนของพ่อแม่ ซึ่งจะทำให้ท่านมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ตลอดไป


11. โกอินเตอร์แบบง่ายๆ สไตล์ออแพร์


Tanya. (2537). โกอินเตอร์แบบง่ายๆ สไตล์ออแพร์. กรุงเทพฯ: แจ่มใส.

          หลังเรียนจบจะทำอะไรดี..เรียนต่อดีไหม..หรือเราอยากมีอาชีพอะไร นี่คงเป็นคำถามยอดฮิตสำหรับนักศึกษาที่ชีวิตการเรียนกำลังดำเนินมาใกล้บทสุดท้าย เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเวลานี้ก็เป็นช่วงสับสนที่สุดที่เราต้องเลือกหนทางเพื่อก้าวต่อไป แล้วถ้าหนังสือเล่มนี้จะเสนออีกหนึ่งทางเลือกให้คุณจะสนใจไหม??


12. สร้างชีวิตมหัศจรรย์ด้วยน้ำนมแม่


สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ. (2556). สร้างชีวิตมหัศจรรย์ด้วยน้ำนมแม่ พิมพ์ครั้งที่ 3. 
          กรุงเทพฯ: ฟรีมายด์.

          การให้นมแม่ใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่ทำได้อย่างราบรื่นหรือประสบความสำเร็จได้ง่ายนัก หากไม่มีการเตรียมตัวที่ดี หนังสือเล่มนี้จึงเหมาะที่จะเป็น "คู่มือข้างกาย" สำหรับคุณแม่ทุกท่านที่จะบอกถึงประโยชน์ของนมแม่ เพื่อให้คุณแม่มั่นใจว่าตนเองกำลังมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ลูกน้อย ไม่หลงเชื่อตามกระแสนิยมว่า "นมแม่หมดประโยชน์เมื่อลูกน้อยอายุ 6 เดือน"


13. การทำเงินบนอินเทอร์เน็ตด้วยเครื่องมือของ Google และ SEO


อัมรินทร์ เพ็ชรกุล. (2555). การทำเงินบนอินเทอร์เน็ตด้วยเครื่องมือของ Google 
            และ SEO. กรุงเทพฯ: อินส์พัล.

            ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตหลายๆ คนคงจะเคยได้ยินหรือศึกษาเรื่องการสร้างรายได้ผ่านอินเทอร์เน็ตกันมาบ้างแล้วแต่ช่องทางในการหาเงินบนอินเทอร์นั้นก็มีหลายรูปแบบ ซึ่งอาจจะทำให้ได้ผลบ้าง หรือไม่ได้ผลก็ขึ้นอยู่กับเครื่องมือช่วยในการสร้างรายได้ว่ามีประสิทธิภาพมากแค่ไหน ในหนังสือเล่มนี้เราจะแนะนำการนำเครื่องมือของ Google และ SEO มาช่วยในการสร้างรายได้


14. การต้อนรับและบริการที่เป็นเลิศ Excellence Service


สมิต สัชฌุกร. (2554). การต้อนรับและบริการที่เป็นเลิศ Excellence Service 
           พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ: สายธาร.

           การบริการทั้งในภาครัฐและเอกชนได้มีการปรับปรุงขึ้นมากในระยะนี้ เพราะผู้บริหารระดับสูงซึ่งมีวิสัยทัศน์กว้างไกลจะให้ความสำคัญกับงานบริการ โดยมุ่งถึงผู้รับบริการเป็นหลัก การแข่งขันในธุรกิจก็จะเน้นที่บริการ เพราะการให้บริการที่เป็นเลิศจะให้ผลทั้งในระยะสั้นและยังเป็นประโยชน์ในระยะยาว


15. ตำรับอาาหารเมืองสมุทรสงคราม


อารีย์ นักดนตรี. (2545). ตำรับอาหารเมืองสมุทรสงคราม พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: 
           เคล็ดไทย.

           รวบรวมตำรับอาหารคาวหวานจากเมืองสมุทรสงคราม หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือคู่มือในการทำอาหารทะเลหลากหลายชนิด รวมทั้งขนมหวานบางชนิดไม่สามารถจะหารับประทานที่ไหนได้ นอกจากจะทำรับประทานกันเองในครอบครัว ซึ่งนอกจากจะสร้างความสามัคคีกลมเกลียวกันในบ้านแล้ว ยังได้มีโอกาสถ่ายทอดวิธีทำอาหารให้ลูกหลานด้วยอีกทั้งยังมีราคาถูก กว่าจะไปซื้อรับประทานกันนอกบ้านและยังสะอาดกว่าด้วย





วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2558

สถานที่ศึกษาดูงาน



สถานที่ศึกษาดูงาน

วัดร่องขุ่น
         วัดร่องขุ่น เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ พ.ศ. 2540 โดยท่านอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ จิตรกรชั้นแนวหน้าของไทย ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างมาจาก3 สิ่งต่อไปนี้คือ
1. ชาติ : ด้วยความรักบ้านเมือง รักงานศิลป์ จึงหวังสร้างงานศิลปะที่ยิ่งใหญ่ไว้เป็นสมบัติของแผ่นดิน
2. ศาสนา : ธรรมะได้เปลี่ยนชีวิตของอาจารย์เฉลิมชัยจากจิตที่ร้อนกลายเป็นเย็น จึงขออุทิศตนให้แก่พระพุทธศาสนา
3. พระมหากษัตริย์ : จากการเข้าเฝ้าฯ ถวายงานพระองค์ท่านหลายครั้ง ทำให้อาจารย์เฉลิมชัยรักพระองค์ท่านมาก จากการพบเห็นพระอัจฉริยะภาพทางศิลปะและพระเมตตาของพระองค์ท่าน จนบังเกิดความตื้นตันและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ


 ที่ตั้ง
          วัดร่องขุ่น อยู่ในท้องที่ตำบลป่าอ้อดอนชัย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เป็นวัดบ้านเกิดของอาจารย์ เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ วัดร่องขุ่นอยู่ก่อนตัวเมืองเชียงรายประมาณ13 กิโลเมตร ตรงสามแยกไฟแดงทางเข้าน้ำตกขุนกรณ์ จะเป็นที่ตั้งของวัดร่องขุ่น ซึ่งห่างถนนใหญ่เพียง100 เมตร เท่านั้น


ความหมายของอุโบสถ
สีขาว : พระบริสุทธิคุณของพระพุทธเจ้า
- สะพาน : การเดินข้ามจากวัฎสงสารสู่พุทธภูมิ
- เขี้ยว หรือ ปากพญามาร : กิเลสในใจ
- สันของสะพาน : มีอสูรอมกัน ข้างละ 8 ตัว 2 ข้าง รวมกันแทนอุปกิเลส 16
- กึ่งกลางของสะพาน : เขาพระสุเมรุดอกบัวทิพย์ : มี 4 ดอกใหญ่ตรงทางขึ้นด้านข้างอุโบสถแทนซุ้ม     พระอริยเจ้า 4 พระองค์ คือ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์
- บันไดทางขึ้น : มี 3 ขั้นแทน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา



ส่วนของห้องน้ำ



สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ 
มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย




ประวัติสำนักวิทยบริการ
          สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ เปิดดำเนินการครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2518 เป็นอาคารชั่วคราว มีพื้นที่ ประมาณ 2 ห้องเรียน กว้าง 8 เมตร ยาว 4 เมตร รวม 32 ตารางเมตร มีเอกสารตำราในระยะ เริ่มต้นประมาณ 328 เล่ม มีที่นั่งอ่านค้นคว้า 26 ที่นั่ง
ปี พ.ศ. 2519 ย้ายไปอยู่อาคารหลังใหม่ เป็นอาคารเอกเทศ มีเอกสารตำราเพิ่มขึ้น เป็น 26,000 เล่ม วารสารและหนังสือพิมพ์รวม 27 รายชื่อ มีบรรณารักษ์ปฏิบัติงาน 1 คน และนักการภารโรง 1 คน
ปี พ.ศ. 2522 ได้ย้ายจากอาคารชั่วคราวไปอยู่อาคารถาวรรูปทรงหกเหลี่ยม (ปัจจุบันใช้เป็นสำนักทะเบียน และวัดผล) มีเอกสารและตำราเพิ่มเป็น 37,600 ชื่อเรื่อง วารสารและ หนังสือพิมพ์ 128 รายชื่อ และที่นั่งอ่านค้นคว้า 120 ที่นั่ง
          ปี พ.ศ. 25362550 ได้ย้ายมาอยู่ที่อาคารบรรณราชนครินทร์ เป็นอาคารสูง 4 ในลักษณะชั้น มีบริการต่างๆห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาทั่วไป มีที่นั่งอ่านค้นคว้าประมาณ 320 ที่นั่ง มีเอกสาร ตำราจำนวน 112,847 ชื่อเรื่องวารสาร 283 รายชื่อ หนังสือพิมพ์ 28 รายชื่อ สื่อโสตทัศน์ จำนวน 7,676 ชิ้นีคอมพิวเตอร์บริการ ในระบบ LAN จำนวน 59 เครื่อง
          ในวันที่ 14 มิถุนายน 2547 ประวัติศาสตร์และสถานะของสถาบันราชภัฎเชียงรายเปลี่ยนไป โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรา มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้า โปรดกระหม่อมลงพระปรมาภิไธย ในพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฎ และประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาจึงส่งผลให้ สถาบันราชภัฎ ปรับเปลี่ยนเป็น มหาวิทยาลัยราชภัฏจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง การบริหารงานใหม่โดยให้สำนักบริการเทคโนโลยีสารสนเทศและสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศรวมกันเป็นหน่วยงานเดียว ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องและก้าวไปสู่ความเป็นมหาวิทยาลัย โดยใช้ชื่อว่า สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ปัจจุบันย้ายมาอยู่ที่อาคารยุพราชวิทยมงคล เป็นอาคารสูง 4 ชั้น มีที่นั่งอ่านค้นคว้าประมาณ 320 ที่นั่ง มีเอกสารตำราจำนวน 119,600 ชื่อเรื่อง สื่อโสตทัศน์ จำนวน 9,581 ชื่อเรื่องวารสาร 259 รายชื่อ และหนังสือพิมพ์ 30 รายชื่อ


สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศสารสนเทศ หมาวิทยาลัยเชียงราย ห้องสมุดของเขาจะประกอบไปด้วย 4 ชั้น ชั้นที่ 4 จะมีห้องดูหนัง มีห้องสำหรับเด็ก มีส่วนที่เล่าประวัติการก่อตั้งของห้องสมุด และห้องสารสนเทศล้านนา


ห้องศิลปะล้านนา ห้องนี้จะเก็บรวบรวมเกี่ยวกับศิลปะล้านนาเพื่อให้ได้ศึกษา

มีห้องสมุดคณะอยู่ 14 ที่ แต่ละสาขาสามารถที่จะเชื่อมต่อกันได้ และใช้การสแกนลายนิ้วมืแในการยืม-คืน และไม่สามารถที่จะยืมแทนกันได้

ส่วนนี้จะเป็นโซนที่ให้นั่งอ่านหนังสือ และค้นคว้า

ส่วนนี้จะเป็นชั้นวางภาพยนต์ เมื่อต้องการดูเรื่องไหนให้หยิบไปทำการยืม แล้วแจ้งเจ้าหน้าที่

ส่วนที่เป็นชั้นวางหนังสือ

ส่วนที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ไว้ให้บริการศึกษาค้นคว้า


พระตำหนักดอยตุง
ประวัติ
            พระตำหนักดอยตุงเริ่มดำเนินการก่อสร้างเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2530 เมื่อสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มี พระชนมายุ 88 พรรษา โดยก่อนหน้านั้นมีพระราชกระแสว่า หลังพระชนมายุ 90 พรรษา จะไม่เสด็จไปประทับที่ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สำนักงานราชเลขานุการในพระองค์ จึงได้เลือกดอยตุง ซึ่งมีทิวทัศน์สวยงาม ขณะเดียว กันสมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี เมื่อทรงทอดพระเนตรพื้นที่ เมื่อต้นปี พ.ศ. 2530 ก็ทรงพอพระราชหฤทัย และมีพระราชดำริจะสร้างบ้านที่ดอยตุงพร้อมกันนี้ ยังมีพระราชกระแสรับสั่งว่าจะ ปลูกป่าบนดอยสูงจึงกำเนิดเป็น โครงการพัฒนาดอยตุงขึ้น โครงการพัฒนาดอยตุงเริ่มดำเนินการโดยความร่วมมือจากหน่วยราชการทุกส่วน เช่น กรมป่าไม้ กรมชลประทาน หน่วยงานด้านปกครอง นอกจากทำการปลูกป่าฟื้นฟูสภาพพื้นที่แล้วยังมีการฝึกอาชีพ เพื่อ ยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวเขาบนดอยตุง ซึ่งประกอบด้วยชาวเขาเผ่าอาข่าลาหู่ ไทยใหญ่ และจีนฮ่อ ขณะเดียว กันยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีของตนไว้


สถานที่ภายในพระตำหนัก (ตรงส่วนนี้ไม่สามารถเก็บรูปได้นะคะ)
1.หอพระราชประวัติ 
          ซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าสุดของพระตำหนัก สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2546 เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จย่า ภายในแบ่งเป็นห้องต่างๆ แปดห้อง ดังนี้
- ห้องที่ 1 แผ่นดินไทยฟ้ามืด กล่าวถึงการเสด็จถวายพระเพลิงพระบรมศพ เมื่อวันที่ 10 มี.ค.2539
- ห้องที่ 2 ฉันจะเดินทางด้วยเรือลำนี้ แสดงถึงปรัชญาในการดำเนินพระชนม์ชีพ ที่ประกอบด้วยหลักเหตุผล และการสร้างสรรค์ทางศิลปะ
- ห้องที่ 3 ภูมิธรรม ประมวลความสนพระทัยในหลักธรรมคำสั่งสอน
- ห้องที่ 4 หนึ่งศตวรรษ เป็นการเทิดพระเกียรติสมเด็จย่า และเฉลิมฉลองในวาระ 100 ปีแห่งการพระราชสมภพ เมื่อปี พ.ศ. 2443 ทั้งนี้ ทรงพระปรีชาชาญ ในการอภิบาลพระธิดา และพระโอรสที่ต่อมาได้เถลิงถวัลย ราชสมบัติ เป็น พระมหากษัตริย์ทั้งสองพระองค์ รวมทั้งทรงนำความรู้ใหม่ๆ มาใช้ในงานบำบัดทุกข์บำรุงสุข ของพสกนิกร จนองค์การยูเนสโก ได้ประกาศพระนามในปฏิทินบุคคลสำคัญของโลก
- ห้องที่ 5 เวลาเป็นของมีค่า กล่าวถึงงานฝีมือต่างๆ ของพระองค์ที่ใช้พระราชทานแก่บุคคลต่างๆ
- ห้องที่ 6 พระมารดาแห่งการแพทย์ชนบทและการสาธารณสุขไทย
- ห้องที่ 7 พระผู้อภิบาล บรรยายถึงความเป็นพระผู้อภิบาลธรรมชาติ
- ห้องที่ 8 ดอยตุงกับการพัฒนาที่ยั่งยืน กล่าวถึงโครงการพัฒนาดอยตุงที่เป็นโครงการพัฒนาระยะยาว เน้นการ อนุรักษ์ธรรมชาติและคุณภาพชีวิตของประชาชน

อาคารหอพระราชประวัติ

2.สวนแม่ฟ้าหลวง
          เป็นสวนดอกไม้เมืองหนาว ในหุบเขา สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2535 เดิมมีพื้นที่ 12 ไร่ มีการปลูกดอกไม้หมุนเวียนสลับ ให้ออกดอกไม่ซ้ำกันตลอดสามฤดู ล้อมรอบประติมากรรมชื่อ "ความต่อเนื่อง" เป็นรูปเด็กยืนต่อตัวที่กลางสวน นอกจากนี้ ยังจัดแต่งสวนหินซึ่งประดับด้วยหินภูเขากลมเกลี้ยงขนาดใหญ่ สวนน้ำอุดมด้วยไม้น้ำพันธุ์ต่างๆ บัว และสวนปาล์มที่รวบ รวมปาล์มไว้มากมายในพื้นที่ 13 ไร่ สวนแม่ฟ้าหลวงจึงมีพื้นที่ทั้งสิ้น 25 ไร่




3. อาคารพระตำหนักดอยตุง
          โดยลักษณะการก่อสร้าง เป็นการผสมผสานระหว่าง สถาปัตยกรรมล้านนา บ้านปีกไม้ และบ้านแบบพื้นเมือง ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มี ๒ ชั้น และชั้นลอยที่ประทับ ชั้นบนแยกเป็น ๔ ส่วน ทว่าเชื่อมเป็นอาคารหลังเดียวกัน เสมอกับลานกว้าง ของยอดเนินเขาภายในประกอบด้วย ชั้นบนที่แยกออกเป็น ๔ ส่วนนั้น ได้แก่ ที่ประทับของ สมเด็จพระศรีนคริทราบรมราชชนนี ซึ่งประกอบด้วยห้องพระโรง และห้องเตรียมพระกระยาหาร นอกจากนี้ เป็นห้อง ท่านผู้หญิงทัศนาวลัยฯ และที่ประทับของ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ชั้นล่าง ซึ่งสร้างให้เกาะไปตามไหล่เขา ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เป็นที่อยู่ของข้าราชบริพาร ด้านนอกพระตำหนัก มีเชิงชายไม้แกะสลัก เป็นลายพื้นเมือง เรียกว่า ลายเมฆไหล เหนือหลังคามี กาแลลงรักปิดทอง ๑๔ คู่ แยกเป็นลาย พรรณพฤกษาแบบล้านนา ๒ คู่ อีก ๑๒ คู่ เป็นลวดลายพฤกษา สลับกับสัตว์ทั้ง ๑๒ ราศี อันเป็นตัวแทน ของแต่ละปีในรอบนักษัตร นอกจากนี้ ที่บานพระทวารเข้าพระตำหนัก มีลวดลายรูป พระอาทิตย์ฉายแสง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ ของพลังอันแก่กล้า เหนือบานประตูเป็น ภาพต้นไม้ทิพย์ และหมู่วิหค ทางมุมซ้ายเป็นรูปนกเค้าแมว คอยดูแลสอดส่อง มิให้สิ่งชั่วร้ายเล็ดลอด เข้าไปในพระตำหนักได้ ที่กรอบทวารมีข้อความว่า สรีสวัสสดี พุทธศักราช ๒๕๓๑ อนึ่ง บนหลังคาพระตำหนัก มีท่อน้ำฝนทำ จากเครื่องปั้นดินเผาชนิด ไม่เคลือบ รูปหัวเหรา ปลา กบ สลับกับพญานาค ภายในพระตำหนัก ใช้ไม้สนภูเขาบุผนัง พื้นเป็นไม้สักทอง ซึ่งองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ น้อมเกลาฯ ถวาย สำหรับผนัง ในท้องพระโรง ประดับด้วย ภาพวาดสีน้ำมันขนาดใหญ่ ๓ ภาพ ภาพแรกชื่อ ตำนานดอยตุง ศิลปินคือ นายปัญญา ไชยะคำ สองภาพหลังชื่อ ยามตะวันชิงพลบ และ ดอยตุงยามราตรีสงัด ฝีมือของนาย บรรณรักษ์ นาคบรรลังค์ ส่วนของเพดานท้องพระโรง ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สมาคมดาราศาสตร์ แห่งประเทศไทย ออกแบบแกะสลัก เป็นสุริยจักรวาล ประกอบด้วย กลุ่มดาวในระบบสุริยะเรียงราย กันไปตามองศา ของวันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๔๓ อันเป็นวันพระราชสมภพ รวมทั้งรูปดาวนพเคราะห์ กลุ่มต่างๆ ซึ่งทรงเลือกมารวบรวมไว้ ด้วยพระองค์เอง ฝาผนังท้องพระโรงด้านหนึ่ง บุด้วยผ้าปักรูปดอกไม้นานาพันธุ์ บนผ้าไหม ซึ่งชาวบ้านอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ น้อมเกล้าฯ ถวาย ส่วนอีกด้านหนึ่ง แขวนผ้าปักครอสติสรูปดอกไม้ จากฝีพระหัตถ์ของพระองค์ บริเวณด้านหน้าของพระตำหนัก ยังมีสวนดอกไม้ประดับนานาพันธุ์ เรียกว่า สวนแม่ฟ้าหลวง มีเนื้อที่ประมาณ ๑๐ ไร่ ออกแบบรูปทรง เป็นลายผ้าพื้นเมืองเหนือด้วยการปลูกไม้ดอกเมืองหนาว หลากหลายพันธุ์ เปิดให้ประชาชนเข้าชม ได้โดยเก็บค่าบำรุง

เป็นส่วนทางขึ้นไปพระตำหนักดอยตุง

การขึ้นไปบนพระตำหนักต้องแต่งกายให้สุภาพ ถ้าแต่งกายไม่เรียบร้อยเจ้าหน้าที่จะมีชุดไว้บริการ


4. พระธาตุดอยตุง พระธาตุศักดิ์สิทธิ์ประจำปีกุน
          พระบรมธาตุดอยตุง เป็นปูชนียสถานที่สำคัญที่สุดของเชียงราย ประดิษฐานอยู่บนยอดดอยตุง ในเขตกิ่งอำเภอ แม่ฟ้า หลวง มีถนนแยกจากบ้านห้วยไคร้ขึ้นไปจนถึงองค์พระบรมธาตุองค์พระธาตุบรมธาตุเจดีย์ อยู่สูงจากระดับ น้ำทะเล ประมาณ 2000 เมตร ตามตำนานมีว่า เดิมสถานที่ตั้งพระบรมธาตุดอยตุง มีชื่อว่า ดอยดินแดง อยู่บน เขาสามเส้น ของพวกลาวจก ต่อมาสมัยพระเจ้าอุชุตะราช รัชกาลที่ 3 แห่งราชวงศ์สิงหนวัต ผู้ครองนครโยนก นาคนคร เมื่อปี พ.ศ. 1452 พระมหากัสสป ได้นำพระบรมสารีริกธาตุในส่วนของพระรากขวัญเบื้องซ้าย (ไหปลาร้า) ของพระพุทธเจ้ามาถวายซึ่งตรงตามคำทำนายของพระพุทธองค์ว่าที่ดอยดินแดงแห่งนี้ ต่อไปจะเป็นที่ประดิษฐาน พระมหาสถูปบรรจุ ุพระบรมสารีริกธาตุ ในภายภาคหน้าพระเจ้าอุชุตะราช มีพระราชศรัทธา ได้เรียกหัวหน้าลาวจก มาเฝ้าพระราชทานทองคำจำนวนแสนกษาปณ์ ให้เป็นค่าที่ดินบริเวณดอยดินแดงแก่พวกลาวจก แล้วทรงสร้าง พระสถูปขึ้น โดยนำธง ตะขาบยาว 3000 วา ไปปักไว้บนดอยมื่อหางธงปลิวไปไกลเพียงใด้ ให้กำหนดเป็นฐาน พระสถูปเพียงนั้นดอย ดินแดงจึงได้ชื่อใหม่ว่า ดอยตุง (คำว่า ตุง แปลว่า ธง) เมื่อสร้างพระสถูปเสร็จก็ได้นำ พระบรมสารีริกธาตุดังกล่าวบรรจุบรรจุไว้ให้คนสักการบูชา ต่อมาสมัยพระเจ้าเม็งรายมหาราช แห่งราชวงศ์ลาวจก พระมหาวชิระโพธิเถระได้นำพระบรมสารีริกธาตุมาถวาย จำนวนองค์ พระเจ้าเม็งรายจึงโปรดเกล้า ฯ ให้สร้างพระ สถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุขึ้นอีกองค์หนึ่ง เหมือนกับพระสถูปองค์เดิมทุกประการ ตั้งคู่กัน ดังปรากฏอยู่จน ถึงทุกวันนี้ ชาวเชียงรายมีประเพณีการเดิน ขึ้นดอยบูชาพระธาตุ ซึ่งจัดเป็นประจำทุกปี สิ่งที่น่าสนใจ : พระธาตุดอยตุง เป็นเจดีย์สีทองขนาดเล็กสององค์ สูงประมาณ 5 ม. บนฐานสี่เหลี่ยมย่อมุม มีซุ้มจระนำสี่ทิศ องค์ระฆังและปลียอดมีขนาดเล็ก พระธาตุดอยตุง อยู่บนดอยสูงแวดล้อมด้วยป่ารกครึ้ม เรียกว่า สวนเทพารักษ์ เชื่อกันว่า เป็นที่สถิตของเทพารักษ์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ รอยปักตุง เป็นรอยแยกบนพื้น ยาวประมาณ 1 ฟุต อยู่ด้านหน้าพระธาตุ เชื่อกันว่า เป็นรอยแยกที่ใช้ปักฐานตุง บูชาพระธาตุ เมื่อ 1,000 ปีก่อน



สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยแม่โจ้

ประวัติสำนักหอสมุด
          ตามประวัติอันยาวนานของมหาวิทยาลัยแม่โจ้เมื่อนับถึงปัจจุบันมีอายุมากกว่า 75 ปีแล้ว สำหรับห้องสมุดมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ไม่ได้มีการบันทึกที่แน่ชัดว่ามีการก่อตั้งมาตั้งแต่เมื่อใด แต่คาดว่า น่าจะเริ่มต้นจากการเป็นห้องสมุดในโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมประจำภาค เหนือ ซึ่งเริ่มก่อตั้งเมื่อ ปี พ.ศ. 2477 ซึ่งต่อมาโรงเรียนได้มีการเปลี่ยนแปลงสถานภาพเป็นวิทยาลัยเกษตรกรรม เชียงใหม่ และได้รับการยกฐานะเป็นสถาบันอุดมศึกษาใช้ชื่อว่าสถาบันเทคโนโลยีการเกษตร ในปี พ.ศ. 2518 โดยย้ายสังกัดจากกรมอาชีวศึกษากระทรวงศึกษาธิการมาอยู่ในสังกัดทบวง มหาวิทยาลัย และได้ย้ายกลับมาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการเนื่องจากการยุบรวมกันระหว่างทบวง มหาวิทยาลัยกับกระทรวงศึกษาธิการ ตามลำดับ          
          ปัจจุบันกองห้องสมุดได้รับการจัดตั้งเป็น สำนักหอสมุด ตาม ประกาศสภามหาวิทยาลัยแม่โจ้ เรื่องการจัดตั้งส่วนงานภายใน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2552 ประกาศ ณ วันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2552 และให้มีการแบ่งงานภายในสำนักหอสมุด ดังนี้ 1. กลุ่มภารกิจบริหารและธุรการ  2. กลุ่มภารกิจระบบและข่ายงานสารนิเทศ  3.กลุ่มภารกิจบริการสารนิเทศ  4.กลุ่มภารกิจจดหมายเหตุและสารนิเทศท้องถิ่น  5.กลุ่มภารกิจเทคโนโลยีทางการศึกษา ตามประกาศสภามหาวิทยาลัย ประกาศ ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ปัจจุบันมีจำนวนบุคลากรทั้งสิ้น 34 คน ประกอบด้วย ข้าราชการ 8 คน พนักงานมหาวิทยาลัย 16 คน พนักงานมหาวิทยาลัยเงินรายได้ 3 คน พนักงานราชการ 1 คน และลูกจ้างชั่วคราว 6 คน


บริการของสำนักหอสมุด
ชั้นที่ 1
>> หนังสือพิมพ์ & นิตยสาร
>> การจัดแสดงนิทรรศการห้องสมุด
>> มุมกาแฟ
>> มุมอ่านหนังสือ
>> ห้องประชุม สัมมนา
>> ตู้คือนหนังสือล่วงเวลา
ชั้นที่ 2
>> การจัดแสดงหนังสือใหม่
>> บริการ ยืม-คืน สารสนเทศห้องสมุด
>> บริการแนะนำและฝึกอบรมการสืบค้นสารสนเทศ
>> คอมพิวเตอร์สืบค้นสารสนเทศ Ipac & Internet และฐานข้อมูลออนไลน์
>> บริการเครื่องคอมพิวเตอร์ Internet ,Printer และ Scanner
>> บริการสืบค้นสารสนเทศและช่วยการค้นคว้า
>> บริการตอบคำถามและช่วยการค้นคว้า
>> บริการยืมระหว่างห้องสมุด (ILL)
>> บริการยืม-คืนระหว่างห้องสมุดร่วมกัน (PULINET)
>> หนังสืออ้างอิง
>> หนังสือทั่วไป
>> สิ่งพิมพ์รัฐบาล
>> รายงานการวิจัย
>> รายงานประจำปี
>> วิทยานิพนธ์
>> คู่มือมหาวิทยาลัย
>> หนังสือสำรอง
>> บริการถ่ายเอกสาร
ชั้นที่ 3
>> คอมพิวเตอร์สืบค้นสารสนเทศ Ipac & Internet
>> วารสาร, นิตยสาร (ฉบับปัจจุบัน, ล่วงเวลา, เย็บเล่ม)
>> หนังสือพิมพ์ (ฉบับล่วงเวลา)
>> จุลสาร
>> สารสนเทศภาคเหนือ
>> คอมพิวเตอร์สืบค้นสารสนเทศ Ipac & Internet
>> บริการโสตทัศนศึกษา
>> ห้องประชุม สัมมนา ห้องฉายวิดีโอ
>> บริการถ่ายเอกสาร

 



วัดพระธาตุดอยสุเทพ ราชวรวิหาร

          วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร เป็นวัดที่มีความสำคัญในแง่ประวัติศาสตร์และเป็นวัดท่องเที่ยว ซึ่งเป็นที่รู้จักของประชาชนชาวไทยโดยทั่วไป ในฐานะที่เป็นวัดที่มีความศักดิ์สิทธิ์มากวัดหนึ่งของประเทศไทย ตั้งอยู่บนยอดดอยสุเทพห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปทางทิศตะวันตกประมาณ 14 กิโลเมตร อยู่สูงเหนือระดับน้ำทะเล 1,053 เมตร อยู่ในเขตตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่


          องค์พระเจดีย์ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาแห่งหนึ่ง มีชื่อว่า ดอยสุเทพ แต่เดิมเป็นที่อยู่อาศัยของฤาษี มีนามว่า สุเทวะ เป็นภาษาบาลี มีความหมายว่า เทพเจ้าที่ดี ซึ่งตรงกับความหมายของคำว่า สุเทพ นั่นเอง เพราะฉะนั้นจึงได้ ชื่อว่า ดอยสุเทพ ซึ่งมาจากชื่อของฤๅษี คือสุเทวะฤาษี


ประวัติวัดพระธาตุดอยสุเทพ ราชวรวิหาร
          ตามประวัติได้แจ้งว่า เมื่อต้นพุทธศตวรรษที่ 19 พระเจ้ากือนา ได้ทรงสร้างวัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหารไว้บนยอด เขาดอยสุเทพ โดยได้นำเอาพระบรมธาตุ ของพระพุทธเจ้า ที่พระมหาสวามี นำมาจากเมืองปางจา จังหวัดสุโขทัย บรรจุไว้ในองค์พระเจดีย์พระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร นอกจากจะเป็นวัดที่มีความสำคัญมากแล้ว ยังเป็นพระอารามหลวง 1 ใน 4 ของจังหวัดเชียงใหม่อีกด้วย (พระอารามหลวงหมายถึง วัดที่อยู่ในความอุปถัมภ์ของพระเจาอยู่หัวฯ) ชาวเชียงใหม่เคารพนับถือพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหารมาก เสมือนหนึ่งเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่มาแต่โบราณกาล
          ในสมัยก่อน การขึ้นไปนมัสการพระธาตุดอยสุเทพนั้น เป็นเรื่องที่ยากลำบากเหลือเกิน เพราะไม่มีถนนสะดวกสบายเหมือนปัจจุบัน ทางเดินก็แคบๆ และ ไม่ราบเรียบ ต้องผ่านป่าเขาลำเนาไพร และปีนเขาต้องใช้เวลายาวนานถึง 5ชั่วโมงกว่า จนมีคำกล่าวขานกันทั่วไปในสมัยนั้นว่า ถ้าไม่มีพลังบุญและศรัทธาเลื่อมใสจริงๆ ก็จะไม่มีโอกาสได้กราบไหว้พระธาตุดอยสุเทพ
          ในปี พ.ศ.2477 (ค.ศ.1934) ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทย มาจากวัดบ้านปาง จังหวัดลำพูน เป็นผู้เริ่มดำเนินการสร้างถนนขึ้นสู่พระธาตุดอยสุเทพ โดยมีเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่สมัยนั้น เป็นผู้เริ่มขุดดินด้วยจอบเป็นปฐมฤกษ์ ตรงที่หน้าสวนสัตว์เชียงใหม่ปัจจุบัน ใกล้ๆ กับบริเวณน้ำตกห้วยแก้ว โดยเริ่มสร้างวันที่ 9 พฤศจิกายน 2477
          บันไดนาค เป็นสัญลักษณ์สำคัญแห่งหนึ่งของวัดพระธาตุดอยสุเทพ มีความงดงามทางด้านศิลปะที่ทรงคุณค่า และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ นักท่องเที่ยวผู้มานมัสการพระบรมธาตุ มักจะต้องถ่ายภาพเป็นที่ระลึกที่ด้านของบันใดนาค ซึ่งมีทัศนียภาพงดงามและมีเสน่ห์เมื่อมองขึ้นไปตามขั้นใด นักท่องเที่ยวที่มาเยือนครั้งแรก มักจะเดิน ขึ้นหรือเดินลงบันใดนาคเสมอ แต่ส่วนใหญ่มักจะเดินลง ส่วนตอนขึ้นนั้นมักจะขึ้นทางลิฟท์หรือรถรางไฟฟ้า

ส่วนที่เป็นบันไดนาค



ดอยอินทนนท์

          ดอยอินทนนท์มีชื่อว่า เป็นดอยภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย ตั้งอยู่ ในเขตพื้นที่ อำเภอจอมทอง อำเภอสันป่าตอง และอำเภอแม่แจ่ม มีเนื้อที่ทั้งหมด 301,500 ไร่ ประกาศเป็น อุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2521 ระยะทางจากตัวเมืองขึ้นไปจนถึงยอดดอยอินทนนท์ ประมาณ 106 กม. โดยเดินทางตามทางหลวงหมายเลข 108 เชียงใหม่ - จอมทอง ถึงหลักกม.ที่ 57 ก่อนถึงอำเภอจอมทอง 1 กม. แยกขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 1009 สายจอมทอง-อินทนนท์ ระยะทาง 48 กม. ถึงยอดดอยอินทนนท์ เป็นถนนลาดยางอย่างดีแต่ค่อนข้างสูงชัน ผู้ที่ใช้รถยนต์ส่วนตัว รถจะต้องมีสภาพดี ผู้ที่ไม่มีรถยนต์ส่วนตัว สามารถเช่ารถสองแถวที่น้ำตกแม่กลางได้ ส่วนการนำรถขึ้นไปเองนั้น จะต้องเสียค่าผ่านทาง ตรงด่านตรวจและจำหน่ายบัตรค่าธรรมเนียมบริเวณหลักกม.ที่ 8




พระมหาธาตุนภเมทนีดล และพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ
          เป็นพระธาตุที่ทางกองทัพอากาศร่วมกับพสกนิกรชาวไทยทั่วประเทศ ร่วมใจสร้างถวายแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ 60 พรรษา เมื่อปีพุทธศักราช 2530 และเทิดพระเกียรติแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในมหามงคลสมัยที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2535 โดยรอบบริเวณพระมหาธาตุเจดีย์ทั้ง 2 องค์ สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของดอยอินทนนท์โดยรอบได้อย่างชัดเจน พระมหาธาตุทั้ง 2 องค์นี้ มีรูปทรงคล้ายคลึงกัน คือ มีฐานเป็นรูป 12 เหลี่ยม มีระเบียงแก้วโดยรอบเป็น 2 ระดับ เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและพระพุทธรูปบูชา




น้ำตกสิริธาร
          เป็นน้ำตกใหญ่เดิมชื่อ "ตาดฆ้องโยง" ตัวน้ำตกอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 750 เมตร และน้ำจะไหลจากหน้าผา ข้างบนตกลงสู่แอ่งน้ำเบื้องล่าง ตรงข้ามมีหน้าผาสูงชันเรียกว่า "ผาม่อนแก้ว" ภายหลังเรียกให้เพราะขึ้นว่า "ผากรแก้ว" การไปยังน้ำตกวชิรธารนี้ไปได้ง่ายมาก จากเชิงดอยอินทนนท์ ขึ้น ไปถึงกม.ที่ 21 จะเห็น ป้ายบอกทางแยกขวาเข้าน้ำตก ซึ่งนักท่องเที่ยวจะต้องเดินเท้าไปอีก 351 เมตร